หลักคำสอน

แนวการสอนของวัดพระธรรมกาย

แนวการสอนของวัดพระธรรมกาย ยึดหลัก “อนุปุพพิกถา” ซึ่งเป็นแนวการสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้มากที่สุด เป็นการสอนไปตามลำดับ ๕ ข้อ คือ

1. “ทานกถา” สอนเรื่องคุณค่าความสำคัญของการให้ทาน
การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคนรวยคนจนก็ต้องรู้จักการให้ทาน ทรัพย์จะมากน้อยไม่สำคัญ ขอให้ทำด้วยจิตที่เลื่อมใส เพราะเมื่อมีจิตเลื่อมใสมากย่อมได้บุญมาก ทำเต็มกำลังศรัทธาของตน เศรษฐีเมื่อมีจิตเลื่อมใสก็ทำมาก คนจนมีทรัพย์น้อยก็ทำน้อย แต่เมื่อมีจิตเลื่อมใสมาก ก็ได้บุญมากเหมือนกัน
อีกทั้งให้คนรวยคนจนเอื้อเฟื้อกัน เศรษฐีมีทรัพย์ก็ทำบุญค่าอาหาร บ้างก็ยกข้าวหม้อแกงหม้อใส่รถมาวัด ทางวัดก็เลี้ยงข้าวฟรีกับทุกคนที่มาวัด และทุกวันอาทิตย์ก็จัดรถมาวัดฟรี ภายใต้แนวคิดว่า “ทั้งคนรวยคนจน ควรมีโอกาสมาวัดศึกษาธรรมะเหมือนกัน”
ดังนั้น คนจนที่สุดก็มาวัดได้ เพราะค่ารถฟรี เลี้ยงข้าวฟรี และมีญาติโยมจำนวนมากที่แรกมาวัดฐานะยากจน แต่เมื่อตั้งใจศึกษาธรรมะ ทำความดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ฐานะก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเศรษฐี จึงซาบซึ้งในคุณค่าธรรมะ ตั้งใจทำบุญเต็มที่เพื่อสนับสนุนเปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ ได้มาศึกษาธรรมเพิ่มขึ้น เหมือนที่ตนเคยได้รับโอกาสเช่นนั้นมาก่อน

2. “ศีลกถา” สอนเรื่องคุณค่าความสำคัญของการรักษาศีล

วัดพระธรรมกาย จะเน้นย้ำสั่งสอนอบรมให้ญาติโยมตั้งใจรักษาศีล ๕ เป็นพื้นฐานอย่างเอาจริงเอาจัง และยังชักชวนให้รักษาศีล ๘ ในวันพระวันคล้ายวันเกิด และในช่วงเข้าพรรษาเป็นการฟื้นฟูประเพณีอันดีงาม ซึ่งพุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติมาแต่ครั้งพุทธกาล อาทิ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
นอกจากการรักษาศีลโดยตรงแล้ว ทางวัดยังอบรมกิริยามารยาท การกราบ การไหว้ การลุก การนั่ง การปฏิบัติตนต่อพระภิกษุ การให้ความเคารพพระรัตนตรัย ในเขตวัดจะไม่มีการสูบบุหรี่ ไม่มีการเล่นการพนันและอบายมุข

3. “สัคคกถา” พรรณนาเรื่องสวรรค์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงสอนให้รู้ว่า เมื่อได้ให้ทาน รักษาศีลแล้ว อานิสงส์จะส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ มีวิมานและทิพย์สมบัติที่วิจิตรงดงามเพียงใด แต่ถ้าทำบาปก็จะไปตกนรก ลงอบาย ซึ่งมีความทุกข์มาก น่ากลัวยิ่งนัก
วัดพระธรรมกาย ได้สอนตามแนวทางของพระพุทธเจ้า และใช้เทคโนโลยีทันสมัย ทั้งภาพนิ่ง ภาพแอนิเมชัน แสดงถึงลักษณะของนรกสวรรค์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงคุณค่าของบุญ และความน่ากลัวของบาปกรรมอกุศล เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดี ละเว้นความชั่ว

4. “กามาทีนพ” ทรงสอนเรื่องโทษของกามว่าเผ็ดร้อน

“มีทุกข์มาก มีความพอใจน้อย เป็นบ่อเกิดของการทะเลาะวิวาทกัน” ทางวัดได้สอนเน้นย้ำให้ทุกคนรู้โทษของกาม และรู้จักหลีกเร้นจากกาม แม้เป็นช่วงเวลาหนึ่งก็ตามด้วยการรักษาศีล ๘ ประพฤติพรหมจรรย์ในวันพระวันเกิด เป็นต้น และให้ผู้มาวัดแต่งชุดขาว เพื่อจะได้เสมอเหมือนกัน ไม่แต่งตัวประดับประดามาอวดกันเป็นการยั่วกิเลส


5. “เนกขัมมานิสงส์” สอนเรื่องอานิสงส์ของการออกบวช

วัดพระธรรมกาย พยายามฟื้นฟูประเพณีการบวชของชายไทยให้กลับมาอีกครั้ง โดยในช่วงชีวิตของชายไทย ควรมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้บวชตลอดพรรษา เพื่อจะได้ศึกษาธรรมะอย่างเต็มที่ ไม่ใช่บวชเพียง ๗ วัน ๑๕ วัน จึงปรากฏเป็นโครงการอุปสมบทหมู่ ๑ แสนรูปทุกหมู่บ้านทั่วไทย แม้จะเป็นโครงการที่ยากลำบากต่อการสร้างความเข้าใจกับคนในสังคม รวมทั้งกลุ่มคนผู้ที่จะบวชก็ตาม แต่ก็สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องมาได้หลายปีจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเยาวชนนักเรียน นักศึกษาก็บรรพชาอุปสมบทในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ศึกษาธรรมะเพื่อจะได้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป

การบรรพชาอุปสมบทของเยาวชน นักเรียน นักศึกษาในช่วงฤดูร้อนนี้ เป็นกิจกรรมที่ทางวัดพระธรรมกายบุกเบิกและทำต่อเนื่องมากว่า ๔๐ ปี นับตั้งแต่สร้างวัด ในนามโครงการธรรมทายาท สร้างพระภิกษุและฆราวาสที่ดีให้แก่สังคมไทย มาช้านาน

หลักธรรมปฏิบัตินั้น ทางวัดได้ สอนการปฏิบัติธรรมตามหลักวิชชาธรรมกายของพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด จันทสโร วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลัก “สติปัฏฐาน ๔” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

ประเด็นเรื่องนิพพานว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตานั้น ทางวัดบอกว่าให้เราถือว่า “นิพพาน คือ นิพพาน” แล้วเลิกทะเลาะกันเรื่องนี้ ปฏิบัติเข้าถึงเมื่อใดก็จะรู้ด้วยตนเอง

ปัญหาสังคมไทย ปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ แต่อยู่ที่อบายมุขท่วมเมือง เด็กติดยากันเกลื่อน อย่าว่าแต่นิพพานเลย สวรรค์ยังไม่ได้ไป จะตกนรกกันหมดแล้ว
ชาวพุทธควรเลิกทะเลาะกัน แล้วเอาเวลามาทุ่มเทให้กับการรณรงค์ต่อต้านอบายมุข ชวนคนมาทำความดีกันให้มาก ๆ จะดีกว่า สังคมจะได้สงบร่มเย็น เยาวชนเป็นคนดี ครอบครัวอบอุ่นเป็นสุข

เอกลักษณ์ของการสอนวัดพระธรรมกาย

“เอกลักษณ์ของการสอนวัดพระธรรมกาย คือ การถือธรรมเป็นใหญ่” ทางวัดจะไม่เอาใจโยม ไม่ดึงวัดไปหาโยม แต่จะดึงโยมเข้าสู่ธรรมะ เช่น โยมชอบดูหมอ ใบ้หวย ทางวัดก็จะไม่ดูหมอ ไม่ใบ้หวย แต่สอนให้โยมรู้ว่า การเล่นหวยเป็นอบายมุข ควรเลิก

การดูหมอนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ แต่ทรงสอนให้ทำความดี มีวิริยะอุตสาหะ ทุกอย่างเป็นเรื่องกรรมลิขิต ไม่ใช่พรหมลิขิต คนทำดีดวงดาวก็ทำอะไรไม่ได้ ทางวัดจึงไม่มีมหรสพ ไม่มีเซียมซี ไม่มีกุมารทอง ไม่มีนางกวัก ไม่มีรูปปั้นเจ้าพ่อเจ้าแม่ ไม่มีรูปเคารพอื่นใดนอกจากพระรัตนตรัย ไม่มีบุญเขตอื่นนอกพระพุทธศาสนา

 

สรุป

หลักคำสอนของวัดพระธรรมกาย เดินตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทำอย่างจริงจังและได้ผล เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ถ้าเราตั้งใจศึกษา และสอนญาติโยมตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจังแล้วจะได้ผลดี ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยล้าสมัย เป็น “อกาลิโก” ผู้ใดปฏิบัติตามก็จะได้ผลดีโดยไม่ต้องไปพึ่งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เซียมซี การดูหมอ การใบ้หวย หรือนำมหรสพใด ๆ มาดึงคนเข้าวัดเลย
แนวทางที่วัดพระธรรมกายเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและได้ผล ทำให้มีศิษยานุศิษย์มากมายทั่วโลก อาจเป็นเหตุให้ดูโดดเด่น เป็นเป้าแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ จึงเป็นหน้าที่ของทางวัดที่จะต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจต่อไป

 

 

 

 

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist