ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน

ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน

ความสามัคคี  เจริญ สงบสุขความแตกแยก           

ความเสื่อม ผู้สร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์

ตายแล้วลงนรกอเวจี


 



มูลเหตุหลักของความแตกแยกมุ่งโจมตีกันมาจากเรื่องคำสอน
คำสอนในพระพุทธศาสนาแบ่งได้ ๓ ระดับ ดังนี้

  • คำสอนเพื่อประโยชน์ชาตินี้

คำสอนเพื่อประโยชน์ชาตินี้ เช่น ให้มีน้ำใจต่อกัน รักษาศีล ละเว้นอบายมุข คำสอนในระดับแรกนี้ โดยภาพรวมชาวพุทธทุกกลุ่มสอนสอดคล้องกัน

  • คำสอนเพื่อประโยชน์ชาติหน้า

คำสอนเพื่อประโยชน์ชาติหน้า เช่น เรื่องนรกสวรรค์ บุญบาป คำสอนในระดับที่ ๒ นี้ ส่วนใหญ่สอนตรงกัน มีบ้างที่สอนต่าง เช่น ท่านพุทธทาสปฏิเสธนรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมิ
 

  • คำสอนเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง 

คำสอนเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น คำสอนในระดับที่ ๓ นี้ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน ชาวพุทธกลุ่มต่าง ๆ จึงมีหลักปฏิบัติที่หลากหลาย อาทิ สายพุทโธ, สายสัมมาอะระหัง, สายพองหนอยุบหนอ และสายมโนมยิทธิ

ไม่ต้องกลัวว่า คำสอนของสายใดจะผิด หรือจะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยน เพราะพระธรรมวินัยสรุปรวมอยู่ในพระไตรปิฎก ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาพระไตรปิฎกได้
ถ้าไปแก้เนื้อหาตอนใดตอนหนึ่ง เพียงนำไปเทียบกับเนื้อหาของพระไตรปิฎก ที่มีการพิมพ์เผยแพร่ไปในประเทศต่าง ๆ แล้วนับล้าน ๆ ชุด ก็จะรู้ได้ทันที จะเกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ มากมายในวงกว้าง ไม่ได้รับการยอมรับ ผู้ทำก็มีแต่จะเสื่อมเสียไปเอง

ดังนั้น  ไม่มีใครทำให้พระธรรมวินัยผิดเพี้ยนไปได้ และไม่ต้องตื่นกลัวว่า ถ้าคำสอนของสายใดที่ตนเห็นว่าไม่ถูกได้รับความนิยมแพร่หลายมาก จะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยนไปอีกเพราะ ตราบใดยังมีพระไตรปิฎกอยู่ เราก็ยังมีแม่แบบให้อ้างอิงศึกษาไปชั่วกาลนาน ไม่มีใครที่จะทำให้คนอื่นเชื่อตามไปได้ทั้งหมด ไม่ว่าผู้นั้นจะมีอิทธิพลมากเพียงใด  

แม้ผู้มีอิทธิพลสูงสุดของพระพุทธศาสนาเถรวาทในรอบ ๒,๐๐๐ ปี ที่ผ่านมา คือ พระพุทธโฆษาจารย์ พระภิกษุชาวอินเดีย ซึ่งในราว พ.ศ. ๙๐๐ เศษ ได้เดินทางไปเกาะลังกา เป็นผู้เรียบเรียงและแปลคัมภีร์อรรถกถา (คัมภีร์ใช้อธิบายขยายความพระไตรปิฎก) เกือบทั้งหมดจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลี

การทำความเข้าใจพระไตรปิฎกของชาวพุทธในปัจจุบัน จึงได้รับอิทธิพลจากพระพุทธโฆษาจารย์อย่างมาก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับท่านในทุกประเด็น เพราะเราสามารถศึกษาจากพระไตรปิฎกโดยตรงได้ ดังเช่นที่ ท่านพุทธทาส ไม่เห็นด้วยกับพระพุทธโฆษาจารย์ในหลายประเด็น
อาทิ “หลักปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์อธิบายไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่าเป็น “ปฏิจจสมุปบาท แบบข้ามภพข้ามชาติ” ผ่านการเวียน ว่าย ตาย เกิด แต่ท่านพุทธทาสปฏิเสธไม่เห็นด้วย บอกว่าเป็น “ปฏิจจสมุปบาท แบบวงจรในชาตินี้”

แม้ตัวท่านพุทธทาสเอง ซึ่งมีชื่อเสียงมาก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แล้วท่านพุทธทาสปฏิเสธเนื้อหาพระไตรปิฎกส่วนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนรกสวรรค์ เทวดา นางฟ้า ยักษ์ บอกว่าตัดทิ้งได้ร้อยละ ๖๐ แต่จริง ๆ ท่านก็ไม่ได้ตัดทิ้ง

พระไตรปิฎกยังอยู่เหมือนเดิม และไม่มีทางที่ทุกคนจะไปเชื่อตามท่านหมด ไม่ว่าท่านพุทธทาสจะมีอิทธิพลมากเพียงใด มีศิษยานุศิษย์มากเพียงใด ก็ไม่มีทางไปตัดพระไตรปิฎกทิ้งร้อยละ ๖๐ ตามใจชอบได้จริง ๆ
 
พลังสร้างสรรค์ทำให้เจริญ พลังทำลายทำให้เสื่อม

ชาวพุทธที่ตื่นตัวซึ่งมีอยู่ไม่มากเลย ควรจะใช้พลังของตนในทางสร้างสรรค์ โดยชักชวนประชาชนมาปฏิบัติในแบบที่ตนชอบให้ได้มากที่สุด ถ้าทุกคนทำอย่างนี้จะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา

จะชอบศึกษาพุทธเชิงวิชาการ

จะชอบพุทธแบบสังคมสงเคราะห์

จะชอบพุทธเชิงศิลปวัฒนธรรม

จะชอบปฏิบัติแบบพุทโธ, สัมมาอะระหัง หรือพองหนอยุบหนอ ทุกแบบดีทั้งนั้น เพราะคนเรามีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบปฏิบัติแบบไหนก็ไปสายนั้น อย่ามัวแต่หลงประเด็นมาทะเลาะกันเอง เพราะ “ข้าศึกจริง ๆ คือ อบายมุข” ที่กำลังรุกคืบกลืนกินสังคมไทยไปทุกขณะ สุรา ยาเสพติดจะท่วมเมืองไทยอยู่แล้ว

ศาสนิกอื่นกำลังทำงานขยายศาสนิกของตนอย่างเต็มกำลัง แล้วในประเทศไทยมีคนไทยที่ระบุในทะเบียนบ้านว่า นับถือศาสนาพุทธอยู่ถึงเกือบร้อยละ ๙๕ มัวทำอะไรกันอยู่

ชาวพุทธที่ตื่นตัวมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ไม่ควรใช้พลังของตนไปในทางทำลาย มุ่งโจมตีบั่นทอนกำลังกันเอง จนสังคมเอือมระอาว่าชาวพุทธมีแต่ทะเลาะกัน ทำให้มีผู้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนพระพุทธศาสนาอาจสาบสูญไปจากประเทศไทย

เมื่อถึงตอนนั้นจะมีประโยชน์อะไรกับการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำว่า “...ฉันถูก ๆ ๆ ๆ ...เธอผิด ๆ ๆ ๆ” ขอให้ระลึกถึงพุทธโอวาทที่ว่า สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความสามัคคีของหมู่คณะทำให้เกิดสุข

ยังเข้าไม่ถึงแล้วมาทะเลาะกันก็เป็นเหมือน “ตาบอดคลำช้าง”

ลองคิดดูว่า ถ้าชาวพุทธที่ตื่นตัวมุ่งโจมตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดังที่เคยปรากฏว่า

โจมตี ท่านพุทธทาส ที่ปฏิเสธนรกสวรรค์ และให้ฉีกพระไตรปิฎกทิ้งร้อยละ ๖๐

โจมตี พระป่าสายหลวงตามหาบัว ที่บอกว่า หลวงปู่มั่นมีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มาเยี่ยม แสดงว่า นิพพานแล้วยังมีตัวตนอยู่

โจมตี หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่สอนว่า ถอดกายไปสู่แดนนิพพาน พบว่า มีสระน้ำ มีวิหาร มีหอระฆัง แสดงว่า นิพพานเป็นภพภูมิ

โจมตี สายธรรมกาย ที่ไปบูชาข้าวพระพุทธเจ้า แสดงว่า นิพพานเป็นภพภูมิ

โจมตี สายพองหนอยุบหนอ ว่าสอนแบบท่องจำตามตำรา ไม่ได้เข้าถึงจริง เป็นลูกศิษย์พระพม่า ดูถูกสายธรรมปฏิบัติของไทย

โจมตี คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ ว่ารับเงินทองที่ญาติโยมนำมาถวาย ถือว่า ผิดพระวินัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์

โจมตี ชาวพุทธที่เชื่อว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” ว่าเพี้ยน ปฏิเสธสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน  ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ต้องขจัดให้หมดไป

สวรรค์มีจริงไหม แล้วนิพพานมีภาวะเป็นอย่างไร?
...ตั้งใจเจริญมรรคมีองค์ ๘ เข้าถึงแล้วรู้เอง
ยังเข้าไม่ถึงมานั่งทะเลาะกันก็เป็นเหมือน “ตาบอดคลำช้าง”

ถ้าชาวพุทธที่เป็นลูกศิษย์ของพุทธสายต่าง ๆ มุ่งแต่โจมตีกัน เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองยึดถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง โจมตีสายที่มองเห็นต่างออกไปว่าผิด อะไรจะเกิดขึ้น...

พระพุทธศาสนามีแต่จะแตกแยก จนมีโอกาสเสื่อมสูญไปจากประเทศไทย การโจมตีกันและกันนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของพระพุทธศาสนาเลย มีแต่ทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม
ผู้กระทำ นอกจากไม่ได้บุญแล้วยังแบกบาปมหันต์ เพราะเหตุที่ว่า การสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์ คือ การทำสังฆเภท เป็นอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักที่สุด ปิดสวรรค์ ปิดนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ที่กระทำกรรมนี้ ตายแล้วเที่ยงแท้ที่จะลงอเวจีมหานรก”

 

 

 

 

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist