แม่ชีปัดระเบิด

ประเด็นหนึ่งที่กำลังฮ็อตฮิตเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลคือเรื่องแม่ชีปัดระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่จะชี้ไปในทิศทางที่ว่า เป็นเรื่องเหลวไหล กุขึ้นมาเองเพื่อประโยชน์ในการสร้างศรัทธาของวัดหนึ่งในบริเวณคลองสามย่านปทุมธานี  

เป็นการหลอกลวงให้คนหลงงมงาย และเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งในแง่ของอิทธิปาฏิหาริย์ที่เกินความสามารถของมนุษย์ และในแง่ของการปัดระเบิดไปลงฮิโรชิม่าซึ่งมีหลักฐานทางเอกสารยืนยัน (http://www.dannen.com/decision/) ว่าสหรัฐอเมริกาวางแผนและตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิอยู่แล้ว ไม่ได้คิดจะเอามาลงที่ประเทศไทย จึงไม่ได้เป็นเพราะอิทธิปาฏิหาริย์ของใครที่ปัดระเบิดจากประเทศไทยไปลงที่ฮิโรชิม่า และยังมีประเด็นย่อยอื่นๆ ในแง่ความถูกต้องในเชิงศีลธรรมและมนุษยธรรม เช่น

ความชอบธรรมในการปัดระเบิดจากไทยไปลงฮิโรชิม่าซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้คนล้มตายเป็นเรือนแสน ซึ่งน่าจะเป็นบาปกับผู้ทำมากกว่าเป็นบุญ เป็นต้น

เรื่องนี้ ถ้าจะมองในแง่ของ “ความเป็นไปได้” น่าจะแยกเป็นประเด็นย่อย 2-3 ประเด็น เช่น เป็นไปได้ไหมที่แม่ชีจะปัดระเบิดจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ?  แล้วที่มีหลักฐานยืนยันว่าสหรัฐตัดสินใจเอาระเบิดปรมาณูไปลงฮิโรชิม่าอยู่แล้วนั้นจะว่าอย่างไร ? ถ้าทำอย่างนั้นแม่ชีน่าจะได้บาปมากกว่าได้บุญมิใช่หรือ เพราะทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมากขนาดนั้น ? และสุดท้าย เรื่องที่เล่าขานกันพอจะเชื่อถือว่าเป็นจริงได้หรือเปล่า ?

แม่ชีใช้วิชชาธรรมกายปัดระเบิด เป็นไปได้หรือ ?
ต้องยอมรับว่าเรื่องแม่ชีปัดลูกระเบิดนั้นเป็นเรื่องเหลือวิสัยของคนทั่วไปและยอมรับได้ยากสำหรับคนสมัยใหม่ แต่จะว่าไปเรื่องที่เหลือวิสัยทำนองนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนาที่มีเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่ชวนพิศวงในหลายแง่มุม... จริงอยู่ที่เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเรื่องชวนหัวสำหรับคนในปัจจุบัน

แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนในหลายเรื่องทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ดูเหลือวิสัยอาจเกิดขึ้นจริง เช่น การที่มีเด็กจำนวนมากระลึกชาติเดิมได้และเมื่อตรวจสอบก็พิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เด็กเหล่านั้นพูดเป็นเรื่องจริง

จนทำให้จิตแพทย์ชื่อดัง ดร.เอียน สตีเวนสัน (Ian Stevenson) หันมาค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง (http://www.near-death.com/reincarnation/research/ian-stevenson.html) หรือการค้นพบโดยบังเอิญว่าสภาวะย้อนระลึกชาติสามารถบำบัดโรคที่การแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถเยียวยาได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ดร.ไบรอัน ไวส์ (Brian Weiss)

เปิดคอร์สสอนการระลึกชาติเพื่อรักษาโรคจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก (http://www.brianweiss.com/) ปัจจุบันแพทย์จำนวนมากหันมาใช้สมาธิช่วยในการรักษาคนไข้ด้วยเพราะให้ผลดีอย่างน่าอัศจรรรย์ เป็นที่น่าสังเกตว่าความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นและปรากฏในวงการวิทยาศาสตร์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาธิจิตเป็นส่วนใหญ่
บันทึกประวัติศาสตร์และคำสอนของพระพุทธศาสนาก็กล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ (การแสดงฤทธิ์) อยู่เสมอเช่นกัน

พระพุทธองค์เองก็ทรงต้องแสดงฤทธิ์บ่อยครั้งในการเอาชนะความอวดดื้อถือดีของผู้ที่จะทรงสอน และบางครั้งยังทรงบัญชาให้พระอรหันต์บางรูปแสดงฤทธิ์เพื่อปราบทิฏฐิของผู้ที่ทรงให้ไปโปรดด้วย นักวิชาการพระพุทธศาสนาบางท่านจึงสรุปว่า

แม้พระสูตรจะกล่าวว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญอิทธิปาฏิหาริย์เหมือนอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (การสอนที่น่าอัศจรรย์) ก็ตาม หากหลักฐานในคัมภีร์พุทธก็ยืนยันว่าอิทธิปาฏิหาริย์มีบทบาทสำคัญและไม่สามารถแยกออกจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้เลย (https://journals.ub.uni-heidelberg.de/index.php/jiabs/article/viewFile/9287/3148)

ยิ่งกว่านั้น มีข้อสังเกตที่ตรงกันกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันอย่างน่าทึ่งคือ อิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนานั้นมีความเกี่ยวพันกันกับสมาธิจิตอย่างแยกกันไม่ออก จัดเป็นคุณวิเศษอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนาที่ผู้ฝึกสมาธิจนถึงฌานระดับสูงแล้วจะสามารถฝึกฝนและทำได้

และนับเป็นผลอันประณีตอย่างหนึ่งของการเป็นสมณะ (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 9 หน้า 73 ที.สี. สามัญญผลสูตร)
แม่ชีที่มีชื่อกล่าวขวัญกันว่าปัดระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองและเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์นั้น

ท่านมีชื่อที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกขานด้วยความเคารพรักว่า คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง  หรือเรียกสั้นๆ ว่า “คุณยายอาจารย์” มีประวัติเป็นศิษย์ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) เป็นผู้เชี่ยวชาญในสมาธิจิตและเป็นหนึ่งในทีม“ทำวิชชา”ของวัดปากน้ำในยุคนั้น (board.palungjit.org/f4/ฤทธิ์อภิญญาไปดูนรก-สวรรค์แม่ชีคุณยายทองสุก-วัดปากน้ำ-148183.html)

แม้จะมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่เชื่อในเรื่องราวที่เล่าขานกันมาทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ไปมากมายเกี่ยวกับคุณวิเศษของคุณยายฯ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเจ้าของเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นต่างเป็นผู้ที่รับฟังเรื่องราวต่อมาจากคนอื่น ในขณะที่ผู้ได้พบและได้เรียนรู้จากคุณยายด้วยตนเองจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันถึงความซาบซึ้งในคุณธรรมและคุณวิเศษของท่านที่ยากจะพบเห็นได้ในยุคปัจจุบัน
เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นี้จัดเป็นฌานวิสัย คือวิสัยของผู้มีฌาน ซึ่งผู้ไม่มีฌานไม่สามารถคาดเดาได้ พระพุทธองค์จึงทรงเรียกว่า “อจินไตย” คือเป็นเรื่องที่คิดเอาไม่ได้ (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 21 หน้า 79 อัง.จตุกก. อจินติตสูตร) มีแต่ต้องปฏิบัติให้เข้าถึงเองจึงจะเข้าใจถ่องแท้ ดังนั้น ในประเด็นที่ว่าแม่ชีสามารถปัดระเบิดได้จริงหรือไม่นั้น หากมองในแง่ของหลักการแล้วก็น่าจะเป็นไปได้ แต่สุดท้าย จะเชื่อหรือปฏิเสธได้ด้วยความมั่นใจจริงๆ คงต้องอาศัยการปฏิบัติและรู้แจ้งด้วยตนเองจะดีที่สุด

มีหลักฐานยืนยันว่าสหรัฐตัดสินใจเอาระเบิดปรมาณูไปลงฮิโรชิม่าอยู่แล้ว
หนังสือประวัติคุณยายฯ ที่จัดพิมพ์โดยวัดพระธรรมกาย (คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ฉบับปรับปรุง พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 55-56) เล่าถึงเหตุการณ์การ “ทำวิชชา” ของวัดปากน้ำในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองว่า เมื่อคราวที่สหรัฐจะเอาระเบิดปรมาณูมาลงที่กรุงเทพฯ

เพื่อทำลายฐานทัพของญี่ปุ่น มีการมองเห็นระเบิดปรมาณู “ในที่” (คือในสมาธิจิต) ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำถามทีมทำวิชชาว่าถ้าระเบิดลูกนี้มาลงเมืองไทยแล้วจะเป็นอย่างไร คุณยายฯ ตอบว่าประเทศไทยจะราบเป็นหน้ากลองและผู้คนล้มตายกันมาก หลวงพ่อฯ ท่านจึงสั่งให้ปัดลูกระเบิด

เรื่องราวดังกล่าวขัดแย้งกันกับบันทึกการทิ้งระเบิดปรมาณูฯ ที่มีเอกสารระบุว่าสหรัฐฯ ตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูกนั้นลงที่ฮิโรชิม่ากับนางาซากิอยู่แล้ว ไม่ใช่ประเทศไทย (http://www.dannen.com/decision/) จึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและรุนแรงถึงขั้นเยาะเย้ยถากถางว่าใครเชื่อเรื่องแม่ชีปัดระเบิดก็เป็นคนหลงงมงายเท่านั้น

และถ้าคุณยายฯ ทำเช่นนั้นจริงก็ต้องเป็นบาปเพราะปรมาณูที่ไปตกที่ฮิโรชิม่านั้นคร่าชีวิตคนไปเป็นเรือนล้าน
อย่างไรก็ตาม ในบันทึกประวัติคุณยายเล่มเดียวกัน (หน้า 59-60) กล่าวถึงการทำวิชชาปราบมารว่า หมายถึงการเอาชนะในการต่อสู้ระหว่างบุญกับบาป กุศลและอกุศล ความดีกับความชั่ว ที่มีใจของมนุษย์และสรรพสัตว์ในโลกเป็นสนามรบ

การปัดระเบิดปรมาณูที่กล่าวถึงนั้นจึงอาจหมายถึงการแก้ไขในระดับความคิดของผู้ที่วางแผนตั้งแต่ต้นแล้วก็เป็นได้ ซึ่งนับเป็นการแก้ไขที่เหตุคือในระดับความคิดของมนุษย์ทีเดียว 

เรื่องการแก้ไขในระดับความคิดนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยของผู้มีฌานและอภิญญา

ในครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ก็ทรงเคยเปลี่ยนความคิดของพระเจ้าปเสนทิโกศลตลอด 7 วัน เพื่อให้ให้ลืมกราบทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของพระนางมัลลิกาเทวี อัครมเหสีที่เพิ่งละสังขาร (พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลฉบับมหามกุฏฯ เล่ม 42 หน้า 168 ขุ.ธ.อ. เรื่องพระนางมัลลิกาเทวี)

ส่วนว่าการแก้ไขในลักษณะนี้จะทำให้เกิดบาปอกุศลแก่ผู้ที่แก้ไขหรือไม่นั้น คงต้องดูที่เจตนา เพราะหากใจมีแต่ความปรารถนาดีที่จะป้องกันประเทศโดยไม่ได้คิดทำร้ายใคร บาปอกุศลย่อมไม่เกิดขึ้น

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องอจินไตย จะพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติเท่านั้น ถ้ามัวแต่มาตั้งป้อมถกเถียงกันผ่านตัวหนังสือแต่ไม่คิดจะลงมือปฏิบัติ   ถกไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร   ฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่าจริงหรือไม่จริง   ชัวร์หรือมั่วนิ่ม   ก็ต้อง เอหิปัสสิโก!!!  มาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติให้รู้แจ้งด้วยตนเองเถิด...

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist