ยุทธศาสตร์การส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม

ปัญหาหลัก
ปัญหาหลักของสถาบันพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน สรุปได้ 3 ประการ คือ

1.การขาดแคลนศาสนทายาท

2.คุณภาพของพระภิกษุสงฆ์ลดลง

3.การทำงานเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชนมีน้อย

4.การขาดแคลนศาสนทายาท

 

พระภิกษุสงฆ์ที่บวชระยะยาวเป็นผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาในประเทศไทยปัจจุบันมาจาก 2 ทางใหญ่ คือ

ผู้ที่บวชตั้งแต่อายุยังน้อย บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาพระปริยัติธรรม มีความซาบซึ้งในคำสอน เมื่อสำเร็จการศึกษาของสงฆ์ในชั้นต่างๆแล้วก็ไม่ลาสิกขา บวชต่อเนื่องเรื่อยมา

ผู้ที่มาบวชพระช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน แล้วเกิดศรัทธาบวชต่อไม่สึก

 

แต่ปัจจุบันเมื่อทางราชการปรับการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  และการศึกษาพื้นฐานฟรีถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ผู้สำเร็จการศึกษาก็จะมีอายุเกิน  15  ปี  เป็นผู้ใหญ่พอจะไปทำงานยังที่ต่างๆได้  ผู้ที่จะมาบวชเป็นสามเณรจึงลดน้อยลงอย่างมาก  ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนศาสนทายาทอย่างรุนแรงในระยะยาว
มีบางท่านมองในอีกมุมหนึ่งว่า

เป็นผลดีที่ทางคณะสงฆ์จะได้ไม่ต้องทำหน้าที่สังคมสงเคราะห์อุปถัมภ์ให้การศึกษาแก่เด็กในชนบทที่ฐานะยากจนขาดโอกาสทางการศึกษา  แล้วต้องมาบวชเป็นสามเณรอีกต่อไป  ในทางตรงกันข้ามหากผู้มาบวชจะมีผู้มีศรัทธาจริงๆ  ก็จะทำให้การอบรมเป็นไปได้อย่างเต็มที่  เมื่อเรียนจบแล้วโอกาสลาสิกขาก็จะน้อยลง

แต่ปัญหาใหญ่ก็คือว่า ทางคณะสงฆ์เองมีความพร้อมในการอบรมสั่งสอนประชาชน ทำให้ประชาชนเกิดศรัทธาออกบวชเป็นจำนวนมากพอที่จะรักษาวัด รักษาศีลธรรมของประชาชนและรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงได้แล้วหรือยัง


ยิ่งเมื่อดูจำนวนผู้ที่มาบวชพระเข้าพรรษา 3 เดือน  พบว่าลดลงอย่างมาก  โดยเฉพาะในเขตเมืองส่วนใหญ่จะบวชเพียง 7 วัน 15 วันตามประเพณีเท่านั้น  เพราะงานยุ่ง  เมื่อบวชช่วงสั้นมากอย่างนี้จึงยังไม่เกิดความซาบซึ้งในรถพระธรรมมากพอ  เมื่อถึงกำหนดก็ลาสิกขาไปหมด

หากดูตัวอย่างจากประเทศที่เป็นเมืองพุทธ  มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าไปก่อนไทยเราและไม่มีประเพณีการบวชตั้งแต่ยังเด็กและการบวชเข้าพรรษา  ปรากฏผลดังนี้

ไต้หวันมีพลเมือง 23 ล้านคน  เป็นชาวพุทธประมาณ 16 ล้านคน  มีนักบวชประมาณ 10,000 รูป และส่วนใหญ่เป็นภิกษุณี  สัดส่วนของนักบวชต่อพระพุทธศาสนิกชนคิดเป็น 1 :1,600

เกาหลีใต้มีประชากร 50  ล้านคน  เป็นชาวพุทธประมาณ 20 ล้านคน  มีภิกษุและภิกษุณีรวมประมาณ 10,000 รูป  สัดส่วนนักบวชต่อชาวพุทธคิดเป็น 1 : 2,000

ปัจจุบันประเทศไทยมีพระภิกษุสามเณรประมาณ 300,000 รูป  มีชาวพุทธประมาณ  60  ล้านคน    คิดเป็นสัดส่วนพระภิกษุสามเณรต่อชาวพุทธประมาณ 1:200 ขอให้ลองคิดดูว่า ในอนาคตหากจำนวนพระภิกษุสงฆ์ต่อพุทธศาสนิกชนไทยน้อยลงจนเหลือประมาณ 1:2,000 พอๆกับเกาหลี  ไต้หวันแล้วละก็  ทั้งประเทศไทยจะมีพระภิกษุสงฆ์เหลือเพียงประมาณ 30,000 รูป  ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 10 ของปัจจุบัน  ซึ่งวัดในปัจจุบันอาจกลายเป็นวัดร้างถึง 80 - 90% เมื่อเป็นเช่นนั้น  อะไรจะเกิดขึ้น?

การวางแผนสร้างศาสนาทายาทที่มีทั้งที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ  จึงเป็นภารกิจสำคัญที่รออยู่ในขณะนี้

2. คุณภาพของพระภิกษุสงฆ์ลดลง
ในอดีต  ก่อนจะมีระบบโรงเรียน  สถานศึกษาหลักของชาติคือ  “ วัด ” แม้ลูกหลานเชื้อพระวงศ์  ขุนนางผู้ใหญ่  ชนชั้นสูง  ก็ศึกษาโดยการบวชเรียน “ พระภิกษุ ”  คือ ผู้ทรงภูมิปัญญาของสังคม  เป็นผู้ชี้แนะอบรมสั่งสอนประชาชน  ที่ทุกคนให้ความยอมรับนับถือ

แต่ปัจจุบัน  เมื่อระบบการศึกษาทางโลกได้พัฒนาไปไกล  ผู้คนส่วนใหญ่ศึกษาในระบบโรงเรียนทางโลก  ผู้ที่อาศัยบวชเรียนกลายเป็นกลุ่มคนยากจน  ผู้ด้อยโอกาสในสังคม 

การศึกษาสงฆ์พัฒนาไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม  ประชาชนให้ความเคารพพระภิกษุในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย  แต่ผู้จบการศึกษาทางโลกสูงๆ จำนวนไม่น้อยคิดว่าตนรู้ดีกว่าพระภิกษุ  ในพระภิกษุ 3 แสนรูป จำนวนไม่ถึง 1% เท่านั้นที่สามารถเทศน์สอนให้ปัญญาชนยอมรับได้

การส่งเสริมให้คณะสงฆ์มีการศึกษาธรรมะอย่างแตกฉานและรู้เท่าทันโลก  สามารถอบรมสั่งสอนประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และมีศีลาจารวัตรงดงามจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

3. การทำงานเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชนมีน้อย
เมื่อพระภิกษุสงฆ์ขาดความรู้ธรรมะทั้งภาพปริยัติและภาคปฏิบัติ  รู้ไม่เท่าทันโลก  ขาดทักษะในการสื่อสารกับประชาชน  ทำให้การเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชนมีน้อย  พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่สามารถอาศัยการสอนธรรมะสร้างศรัทธาแก่ประชาชนได้  จึงหันไปแสวงหาลาภสักการะ โดยอาศัยความเชื่อ 

การทำวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง พิธีกรรมแปลกๆ  แม้ลัทธิพิธีความเชื่อนอกพระพุทธศาสนา  เช่น  พระพิฆเนศ  ปลัดขิก  เจ้าแม่กวนอิม  แม้กระทั่งรูปปั้นชูชก  ก็มีการสร้างมาให้บูชากัน  ยิ่งทำให้ปัญญาชนไม่ยอมรับ  คณะสงฆ์เหินห่างจากประชาชน  โดดเดี่ยว แปลกแยกตัวเองออกจากสังคมโดยรวม 

กลายเป็นสังคมสงฆ์ที่มีขนบธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะของตนที่สังคมโดยรวมไม่เข้าใจ  และในบางกรณีก็ไม่ยอมรับ  เมื่อเกิดเรื่องราวที่กระทบคณะสงฆ์  มีกระแสโจมตีคณะสงฆ์เกิดขึ้น  ชาวพุทธโดยรวมจึงไม่ได้ลุกขึ้นมาปกป้อง  เป็นเกราะให้คณะสงฆ์

ตราบใดที่ยังไม่มีการเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชนอย่างจริงจังได้ผล  คณะสงฆ์จะเหินห่างจากประชาชน  อ่อนแอลงเรื่อยๆ และดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว  งุนงงว่า  ทำไมมีแต่คนโจมตีพระ  ทำไมชาวพุทธไม่รักพระพุทธศาสนา  ไม่ลุกขึ้นมาปกป้องคณะสงฆ์  หากคณะสงฆ์มีการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชนจริงจังแล้ว  จะทำให้คณะสงฆ์เข้มแข็ง  พุทธบริษัททั้ง4 สามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน  ญาติโยมจะรักหวงแหน  ปกป้องคณะสงฆ์ไม่ให้ใครมาดูหมิ่นรังแกได้  สถาบันพระพุทธศาสนาจะมั่นคง

แนวทางการแก้ไข
1. ส่งเสริมการบรรพชาอุปสมบท
2. ส่งเสริมการศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์
3. ส่งเสริมการเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชน

1.  การส่งเสริมการบรรพชาอุปสมบท
1.1 การส่งเสริมการบรรพชาสามเณร
ควรมีการส่งเสริมการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนอย่างเป็นระบบทั้งประเทศ  โดยประสานงานกับทางกระทรวงศึกษาธิการ  กำหนดในหลักสูตรให้แต่ละช่วงชั้น  เช่น ป. 4 -ป.6 , ม.1 - ม.3, ม. 4 - ม. 6  

ให้นักเรียนชายที่เป็นชาวพุทธได้มีการบรรพชาภาคฤดูร้อน 1 ครั้ง  โดยไม่บังคับ  ผู้ที่ไม่ประสงค์จะบรรพชาก็สามารถทำกิจกรรมจิตอาสาอื่นๆตามเกณฑ์กำหนด  และทำรายงานส่งทางโรงเรียนแทนได้  นักเรียนหญิงก็เข้าอบรมหลักสูตรเนกขัมมนารี

โดยทางรัฐบาลและคณะสงฆ์มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด  ทางรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณค่าอัฐบริขาร  ค่าอาหารบางส่วน  และทางคณะสงฆ์ให้การสนับสนุนสถานที่  หลักสูตร  สื่อการสอน  และวิทยากรการอบรม
สามเณรที่มีจิตศรัทธาประสงค์จะบวชต่อไม่สึก  ก็สามารถบวชเรียนต่อในโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษาได้ นี้จะเป็นการเพิ่มจำนวนศาสนทายาทในระยะยาวที่ได้ผล

1.2  การส่งเสริมการอุปสมบทพระภิกษุ
ควรมีการฟื้นฟูประเพณีการบวชเข้าพรรษาของชายไทยที่บูรพกษัตริย์ได้สร้างไว้ ให้กับคืนสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง
โดยรัฐเชิญชวนบริษัทห้างร้าน วิสาหกิจเอกชน สนับสนุนให้พนักงานชายของตนได้ใช้สิทธิลาบวช 3 เดือน และกำหนดมาตรการจูงใจทางด้านภาษี  เงินเดือนที่จ่ายในช่วงลาบวช  สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่า

และถือว่าการลาบวช 3 เดือน เป็นการพัฒนาฝีมือแรงงานตามพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้นับจำนวนผู้บวชทวีคูณ 5 เท่าแก่สถานประกอบการที่ผู้บวชนั้นสังกัด

ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ใช้สิทธิลาบวช 3 เดือนและสอบนักธรรมชั้นตรีได้ก็ให้ถือเป็นคุณสมบัติ ประการหนึ่งที่ประกอบการพิจารณาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
นอกจากนี้ให้มีการประสานสื่อมวลชนทุกแขนงทำการประชาสัมพันธ์ปลุกกระแสการบวชเข้าพรรษาในฟื้นคืนมาอีกครั้งให้จงได้

2.  การส่งเสริมการศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์
แบ่งเป็น 4 ด้านดังนี้

2.1  การศึกษาแผนกบาลี
ปัจจุบันมีผู้สอบได้บาลีสนามหลวง รวมทุกประโยคประมาณปีละ 3,000 – 5,000 รูป หากดูยอดรวมดูเหมือนจำนวนผู้สอบได้ลดลงไม่มากนัก แต่เมื่อดูในรายละเอียด พบว่า ร้อยละ 90 เป็นผู้สอบได้ประโยค 1 , 2 – ประโยค 4 โดยส่วนใหญ่เป็นสามเณรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ส่วนผู้ที่สอบได้ประโยค 5 ขึ้นไป จำนวนลดลงกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนมาก เหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 3

ซึ่งหากภาวการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป อีกไม่นานระบบการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์จะล่มสลาย เพราะผู้สอบได้ประโยค 6 ขึ้นไป ซึ่งมีคุณวุฒิเพียงพอจะเป็นครูสอนบาลีได้ จะมีไม่เพียงพอ

แม้แต่จะประคองรักษาระบบการเรียนการสอนให้คงอยู่ได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะไปเป็นกำลังคณะสงฆ์ในด้านต่างๆ

ดังนั้น  จึงต้องมีการสนับสนุนการศึกษาแผนกบาลีอย่างจริงจัง โดยรัฐให้การสนับสนุนสำนักเรียนที่มีผู้สอบบาลีสนามหลวงได้ รูปละ 20,000 บาท จะทำให้โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาให้ความสำคัญกับการศึกษาภาษาบาลีเพิ่มขึ้นอย่างมาก วัดต่างๆที่จัดการเรียนการสอนภาษาบาลีโดยตรงก็มีกำลังเพียงพอในการจัดการศึกษาบาลีให้มีคุณภาพ

2.2  การศึกษาแผนกธรรม
การศึกษาแผนกธรรมเป็นการศึกษาที่พระภิกษุสามเณรเกือบทุกรูปได้เรียน มีผลมากต่อการพัฒนาความรู้ธรรมะของพระภิกษุสามเณร รวมทั้งผู้อุปสมบทจำพรรษา ควรมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพมากขึ้นโดยรีบด่วน เพราะหลักสูตรที่ใช้อยู่ปัจจุบัน เป็นของเก่าที่ใช้มาร่วม 100 ปีแล้ว ให้ผู้เรียนมีความรู้ธรรมะไปใช้ในการดำเนินชีวิต และใช้อบรมสั่งสอนประชาชน

โดยรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณแก่วัดที่มีผู้สอบนักธรรมได้รูปละ 10,000 บาท และพัฒนาระบบการกำกับดูและการเรียนการสอนและการสอบให้มีคุณภาพ สุจริต
จะทำให้วัดต่างๆมีกำลังจัดการเรียนนักธรรมให้มีคุณภาพ และเป็นแรงจูงใจชวนคนมาอุปสมบทเข้าพรรษาเพิ่มขึ้นอีกด้วย (นักธรรมชั้นตรีจะจัดสอบช่วงก่อนออกพรรษา ผู้จะเข้าสอบนักธรรมชั้นตรีได้จึงเป็นผู้บวชได้ครบพรรษา)

การสนับสนุนงบประมาณนี้ไม่มากเลย เพราะปัจจุบันเงินอุดหนุนที่รัฐให้แก่การศึกษาของสงฆ์ในด้านต่างๆมีน้อยมาก อาทิ แผนกธรรม อุดหนุนตามจำนวนผู้เรียนที่เข้าสอบ 900 บาท / รูป / ปี  ในขณะที่นักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทางโลก (ป.1 – ม.6) รัฐอุดหนุนงบประมาณให้ถึงหัวละประมาณ 31,505 บาท / คน / ปี (งบประมาณของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานปีงบประมาณ 2558 เท่ากับ 315,058,342,000 บาท หารด้วยจำนวนนักเรียนราว 10 ล้านคน)

2.3  การศึกษาแผนกสามัญศึกษา
โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา คือ แหล่งรวมของสามเณรจำนวนมากที่สุด   ร่วม 90 % ของสามเณรทั้งหมด การพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จึงมีความสำคัญมาก รัฐควรให้การสนับสนุนอุปถัมภ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยออกพระราชบัญญัติโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาเพื่อให้การศึกษาของคณะสงฆ์มีพระราชบัญญัติรองรับและรัฐควรให้งบประมาณสนับสนุนอย่างเป็นธรรมให้เท่าเทียมกับนักเรียนในระดับเดียวกันทางโลก

นอกจากนี้เนื่องจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษามีสามเณร นักเรียน จำนวนมาก ลำพังอาหารบิณฑบาตไม่เพียงพอต่อการขบฉัน รัฐจึงควรสนับสนุนค่าภัตตาหารบางส่วนด้วย

2.4  การศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ปัจจุบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์มีการขยายตัวมาก แต่แนวโน้มผู้เรียนจะสนใจเรียนคณะต่างๆ ทางโลก เพราะหากลาสิกขาจะหางานทำได้ง่ายกว่า คณะพุทธศาสตร์กลับมีผู้สนใจเรียนน้อย และส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เข้าเรียนคณะอื่นไม่ได้ จึงมาเข้าคณะพุทธศาสตร์

ทั้งที่เป็นคณะที่สอนวิชาด้านพระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นประโยชน์แก่พระภิกษุสงฆ์ผู้เรียนให้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาระดับสูง สามารถใช้อบรมสั่งสอนประชาชนได้
รัฐจึงควรให้การสนับสนุนการเรียนสาขาพระพุทธศาสนาโดยตรงเป็นการพิเศษ

โดยให้ทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าเรียนสาขาพระพุทธศาสนาในระดับอุดมศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ในทุกสถาบันการศึกษาทั้งประเทศ เท่ากับงบสนับสนุนเฉลี่ยที่รัฐให้แก่ผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐสายศิลปศาสตร์ ก็จะสร้างแรงจูงใจให้พระภิกษุสงฆ์ที่มีสติปัญญามีความสามารถสนใจเรียนทางสาขาวิชาพระพุทธศาสนาโดยตรงมากขึ้น

และเป็นแรงจูงใจให้สถาบันอุดมศึกษาต่างๆสนใจเปิดการเรียนการสอนสาขาวิชาพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขัน เกิดการพัฒนาคุณภาพการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาขนานใหญ่ทั่วประเทศ

3.  การส่งเสริมการเผยแผ่ธรรมสู่ประชาชน
แบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้

3.1  การเผยแผ่ธรรมะสู่เยาวชน
รัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมในหมู่เยาวชน โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆทั้งของรัฐและเอกชน นำโครงการเสนอ โครงการที่ผ่านการพิจารณาก็จะมีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม
ครูในโรงเรียนที่มีผลงานการส่งเสริมศีลธรรมแก่นักเรียน ให้สามารถนำผลงานส่งเสริมศีลธรรมประกอบการพิจารณาปรับวิทยฐานะของครูได้ทุกกลุ่มสาระวิชา ไม่จำกัดเฉพาะครูหมวดสังคมศึกษาเท่านั้นเพราะถือว่าเรื่องศีลธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่จะรองรับความรู้อื่นๆ ทุกด้าน

ระบบครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนที่ปัจจุบันมีราว 20,000 รูปทั่วประเทศนั้น  เป็นหลักการที่ดี แต่จะต้องปรับปรุงให้มีคุณภาพจริง โดยกระจายความรับผิดชอบไปในพื้นที่ต่างๆให้สามารถดูแลได้ทั่วถึง และให้มีการแข่งขัน

โดยวัดหรือมูลนิธิหรือสมาคมที่มีความพร้อมสามารถนำเสนอขอรับผิดชอบฝึกอบรมและจัดครูพระไปสอนตามโรงเรียนได้ โดยให้มีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานภายนอกประเมินผลการทำงานเป็นประจำทุกปีหน่วยงานองค์กรที่มีผลการทำหน้าที่ได้ดีก็สนับสนุนให้ขยายการทำงานได้มากขึ้น

3.2 การเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชน

รัฐควรกำหนดเกณฑ์ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จัดช่วงเวลาเพื่อการเผยแผ่ธรรมส่งเสริมศีลธรรม และให้มีสถานีวิทยุโทรทัศน์ของการคณะสงฆ์เป็นการเฉพาะโดยไม่ต้องประมูล

มีการจัดประกวดผลงานการเผยแพร่ธรรมะรูปแบบต่างๆทั้งหนังสือ เทปเสียง  รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สารคดี สื่อในโชเชียลมีเดีย ฯลฯ กระตุ้นให้เกิดการผลิตสื่อส่งเสริมศีลธรรมอย่างกว้างขวาง สนับสนุนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ได้มีการจัดบรรยายธรรม ปฏิบัติธรรมในหน่วยงาน มีการเชิดชูเกียรติบุคคล  องค์กร  ที่มีผลงานการเผยแผ่ธรรมะที่ได้ผล

 

การสร้างแรงจูงใจในการเผยแผ่ธรรมะในการคณะสงฆ์

ประสานขอความร่วมมือจากการคณะสงฆ์กำหนดเกณฑ์การพิจารณาสมณศักดิ์จากผลงานด้านศึกษาและเผยแผ่ธรรมะ ให้มีน้ำหนักมากขึ้นโดยกำหนดเกณฑ์อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน  สร้างแรงจูงใจให้กำลังใจแก่พระภิกษุนักเผยแผ่ทั่วประเทศ

ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาและสังคมไทย

เมื่อดำเนินการดังนี้  จะทำให้สถาบันพระพุทธศาสนาเข้มแข็ง  มีศาสนทายาททั้งพระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ  สามารถดำเนินกิจกรรมการเผยแผ่ธรรมะแก่เยาวชนและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้ประชาชนมีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ  สังคมสงบร่มเย็น  “ สยามเมืองยิ้ม ” จะกลับคืนสู่สังคมไทย  เป็นต้นแบบแก่สังคมโลก  ทั้งเศรษฐกิจกับจิตใจเจริญเติบโตไปคู่กันอย่างสมดุล

นี้เป็นการสร้างความเจริญแก่สถาบันพระพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคมตามแนวทางสร้างสรรค์พัฒนา  ตามแบบอย่างที่บรรพบุรุษไทยได้ทำมา

 

 

 

 

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist