การปะทะกันของ “กลุ่มพุทธติดกรอบ” กับ “กลุ่มพุทธกระแสหลัก”

พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่แดนสุวรรณภูมิตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งได้ส่งคณะสมณทูตนำโดยพระโสณะและพระอุตระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาเมื่อราว 2,300 ปีก่อน

คณะสงฆ์เถรวาทในประเทศไทยเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสุโขทัย ได้แบ่งเป็นคณะสงฆ์ฝ่ายคามวาสี (พระบ้าน) และคณะสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย อยู่กันอย่างค่อนข้างเป็นอิสระ ดูแลกันโดยระบบอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์ ไม่มีระบบการศึกษาของส่วนกลาง แต่พระภิกษุผู้บวชใหม่จะศึกษาพระธรรมวินัยจากอุปัชฌาย์อาจารย์ของตน ศึกษาหลักธรรมปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่ตนเคารพนับถือ ไม่มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ไม่มีการปกครองตามลำดับชั้นเจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค หน มหาเถรสมาคมแบบปัจจุบันถือปฎิบัติตามพระธรรมวินัยดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงแต่งตั้งภิกษุรูปใดเป็นศาสดาแทนพระองค์ แต่ให้คณะสงฆ์ยึดถือพระธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วเป็นศาสดาแทนพระองค์

คณะสงฆ์ทั่วประเทศมีพระไตรปิฎกเป็นจุดร่วม ให้ความสำคัญกับการจารจารึกพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน เพื่อสืบทอดคำสอน แต่มีการตีความที่หลากหลายตามความคิดความเชื่อของแต่ละคน แต่ทั้งหมดก็รวมกันเป็นคณะสงฆ์ไทยที่อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก ดำรงรักษาพระพุทธศาสนาและเป็นที่พึ่งทางใจให้กับประชาชนชาวไทยมาตลอดนับพันปี ทำให้สังคมไทยสงบร่มเย็น ผู้คนมีอัธยาศัยเอื้อเฟื้อเป็นสุข จนได้ฉายาว่า “สยามเมืองยิ้ม”

ขณะที่คณะสงฆ์เถรวาทในประเทศศรีลังกา พม่า มีการแบ่งนิกายจำนวนมาก คณะสงฆ์ไทยสามารถรักษาความเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายของความคิดและแนวปฏิบัติได้อย่างน่าชื่นชม คณะสงฆ์ไทยมีการแบ่งนิกายเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ทรงผนวชอยู่ก็ได้ตั้งคณะสงฆ์ “ธรรมยุติกนิกาย” ขึ้น คณะสงฆ์ไทยแต่เดิมจึงเรียกว่า “มหานิกาย”

ในช่วง ร.4-ร.5 ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตกอย่างมาก จึงต้องรีบสร้างเอกภาพในชาติเพื่อป้องกันไม่ให้อังกฤษและฝรั่งเศสหาเหตุเข้ายึดครอง ในทางบ้านเมืองมีการปฏิรูปการปกครองประเทศ ตั้งกระทรวงมหาดไทย มณฑล จังหวัด อำเภอ รวมศูนย์อำนาจการปกครองประเทศเข้าส่วนกลาง

ในทางคณะสงฆ์ก็มีการออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ รศ.121 ( พ.ศ.2445 ) ตั้งมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะปกครองระดับชั้นต่างๆ รวมอำนาจการปกครองสงฆ์เข้าสู่ส่วนกลาง จัดทำหนังสือตำราเรียน หลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์จากส่วนกลางทั้งบาลี และนักธรรม กำหนดรูปแบบพิธีกรรมสงฆ์ บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นให้เหมือนกันทั้งประเทศ เป็นยุคของการสร้างกรอบมาตรฐาน เพื่อให้คณะสงฆ์ทั้งประเทศมาอยู่ในกรอบเดียวกัน อำนาจการตีความพระไตรปิฎก และการกำหนดระเบียบปฏิบัติของสงฆ์และชาวพุทธอยู่ในการควบคุมของคณะผู้ปกครองสงฆ์ส่วนกลาง

แต่กรอบความคิดและแนวปฏิบัติที่คณะผู้ปกครองสงฆ์ส่วนกลางพยายามสร้างขึ้นนี้เป็นของใหม่ เพิ่งมีอายุเพียงร้อยปีเศษ ไม่สามารถลบล้างความหลากหลายทางความคิดและแนวปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทยที่มีมานานนับพันปีได้ เราจึงเห็นการตีความคำสอนและแนวปฏิบัติที่หลากหลายของวัดต่างๆในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แม้คณะผู้ปกครองสงฆ์ส่วนกลางเอง ในพระอารามหลวงต่างๆ ก็สามารถเห็นการประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่อง การดูหมอ การปลุกเสกเลขยันต์ พิธีบูชาพระราหู การจัดสร้างวัตถุมงคล และพิธีกรรมหลากชนิดได้ทั่วไป

คณะสงฆ์และชาวพุทธส่วนใหญ่ทั่วประเทศยังคงมีความเชื่อและแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เป็นชาวพุทธกระแสหลักของประเทศ

ปัจจุบันแรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคมผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีพระสงฆ์และชาวพุทธส่วนน้อยบางคนติดอยู่ในกรอบที่ถูกสร้างขึ้น มีวิถีความคิดที่คับแคบว่า ต้องตีความพระไตรปิฎกแบบตนเท่านั้นจึงถูกต้อง ปฏิเสธความคิดความเชื่อแนวปฏิบัติอื่นโดยสิ้นเชิง บ้างถึงขนาดหมกมุ่นโจมตีผู้ที่คิดเชื่อไม่เหมือนตน

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหฺมรํสี) วัดระฆังฯ ซึ่งเป็นพระมหาเถระมีชื่อเสียงในยุค ร.4 เคยกล่าวไว้ว่า “ บาลีมีนัยยะเป็นร้อย คนความรู้น้อยหาว่าขรัวโตเป็นบ้า ” คำกล่าวนี้สะท้อนแนวคิดของกลุ่มพุทธกระแสหลักได้เป็นอย่างดีว่า ยอมรับความหลากหลายของการตีความและแนวปฏิบัติ ไม่โจมตีกัน แต่เน้นการสอนประชาชนให้เป็นคนดี ยกระดับศีลธรรมในสังคมให้สูงขึ้น เพราะอย่างไรแหล่งอ้างอิงรักษาพระธรรมวินัย คือพระไตรปิฎกก็มีอยู่แล้วไม่สูญหายไปไหน ไม่มีใครสามารถแก้ไขโดยพลการได้ เพราะถ้าใครไปแก้ เพียงเอาไปเทียบกับของเดิมที่มีเผยแพร่นับแสนชุดก็รู้ทันทีไม่มีใครยอมรับ คนทำมีแต่จะเสียไปเอง จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยนไปได้

แต่กลุ่มพุทธติดกรอบ จะติดอยู่ในกรอบความคิดที่คับแคบไม่ยอมรับความเห็นต่าง บ้างถึงขนาดมองว่าผู้ที่คิดเชื่อไม่เหมือนตนเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หมกมุ่นอยู่กับการโจมตีผู้ที่คิดเชื่อไม่เหมือนตน ละเลยการเผยแผ่ธรรมะสู่ประชาชน

ในขณะนี้เหตุการณ์ได้พัฒนาไปถึงระดับที่มีพระภิกษุเพียงไม่กี่รูป โจมตีคณะสงฆ์ทั่วประเทศตลอดจนถึงมหาเถรสมาคมและผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชว่ามีแนวปฏิบัติไม่ถูกต้อง ตนคือผู้ยึดถือความถูกต้อง

แต่ครั้นไปดูวัตรปฏิบัติของพระภิกษุผู้นำขบวนของกลุ่มพุทธติดกรอบนี้ กลับพบว่ามีการตั้งโรงเจในวัด มีการสร้างพระเครื่องโดยกรีดเลือดของตนผสมเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความขลัง ประกอบพิธีโดยมีรูปบูชาทั้งเจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่กวนอิม พระพิฆเนศ ฯลฯ นับเป็นความย้อนแย้งที่ประหลาดพิสดาร

น่าสนใจติดตามว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะก้าวพ้นความขัดแย้งระหว่างความหลากหลายของกลุ่มพุทธกระแสหลัก และความยึดติดคับแคบของกลุ่มพุทธติดกรอบไปได้หรือไม่ เราจะรักษาเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายเหมือนที่บรรพบุรุษไทยเคยทำมาได้หรือไม่ หากชาวพุทธส่วนน้อยก้าวพ้นจากความยึดติดในกรอบที่ถูกสร้างขึ้น ยอมรับความเห็นต่างและแปรเปลี่ยนพลังของตนจากการมุ่งใช้ทำลายล้างผู้เห็นต่าง มาเป็นพลังสร้างสรรค์ มุ่งเผยแผ่ธรรมะอย่างที่ตนเชื่อสู่ประชาชน ความสงบร่มเย็นความสมัครสมานสามัคคีก็จะกลับมาสู่สังคมไทย “สยามเมืองยิ้ม” จะกลับคืนมา

 

 

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist