พื้นฐานความสุขความสำเร็จของมนุษย์

| พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)|

คำตอบคือ  เพราะนิสัยของคนญี่ปุ่นที่มีวินัย  มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม  ทำงานเป็นทีม    รักความสะอาด  ละเอียดประณีต ขยันขันแข็งเป็นตัวรองรับ  ดังนั้น การเรียนรู้พัฒนาเทคโนโลยีและสร้างชาติจึงทำได้อย่างรวดเร็ว  จนมีผู้กล่าวว่า แม้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ จนอาคารบ้านเรือน โรงงาน พังทลายทั้งประเทศ  คนญี่ปุ่นก็จะสามารถสร้างชาติขึ้นใหม่จนเจริญรุ่งเรืองได้ในเวลาไม่นาน        

กรณีประเทศเยอรมนีที่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายเป็นแกนหลักของสหภาพยุโรปก็เป็นเพราะเหตุผลในทำนองเดียวกัน

แหล่งกำเนิดนิสัยของประชาชาติ

1.สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติดิน ฟ้า อากาศ

เช่น  คนในเขตอบอุ่นตั้งแต่ยุคเกษตร  จะหาเช้ากินค่ำไม่ได้ เพราะฤดูหนาวจะอดตาย  สภาพดินฟ้าอากาศบังคับว่า  อย่างน้อยต้องหาปีกินปี  จึงถูกฝึกนิสัยให้ต้องมีการวางแผนระยะยาว อาคารบ้านเรือนก็ต้องปลูกสร้างให้แข็งแรงพอรับหิมะและความหนาวเย็น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศได้ แต่ข้อดีก็คือโรคระบาดมีน้อยทำให้มีประชากรหนาแน่น

ขณะที่คนในเขตร้อน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เดินเข้าป่าก็หาของกินได้  จึงอยู่อย่างสบายๆ ไม่ต้องวางแผนชีวิตอะไรมาก  ที่อยู่จะอยู่กระต๊อบมุงจากก็ได้ แต่แมลงเยอะโรคภัยไข้เจ็บมาก  ประชากรเบาบาง
ผลลัพธ์คือ  สภาพดินฟ้าอากาศช่วยหล่อหลอมนิสัยให้ประชาชาติในเขตอบอุ่นมีการวางแผนล่วงหน้า  รักการคิดค้นวิจัย  เพื่อเอาชนะธรรมชาติทำให้มีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าเขตร้อน
   

2.  ภูมิศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์ของชาตินั้นๆ
 เช่น   -  คนจีนจะมีนิสัยรวมตัวกันเป็นสมาคม   เป็นกลุ่มองค์กรต่างๆ เก่ง แม้ไปต่างประเทศก็จะพยายามรวมตัวกันเป็นสังคมคนเชื้อสายจีน   จึงมีย่านไชน่าทาวน์เกิดขึ้นเกือบทุกเมืองใหญ่ในโลก

สาเหตุเพราะ    ประเทศจีนมีประชากรมากและมีการรบราฆ่าฟันกันเกือบตลอดเวลา  ดูได้จากประวัติศาสตร์  โจรมาปล้นแต่ละทีมากันเป็นร้อยเป็นพันคน พอเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองฝ่ายที่พ่ายแพ้ถูกฆ่าทีเดียวล้างตระกูลเป็นพันเป็นหมื่นคน  ในสภาวการณ์การเมืองสังคมเช่นนี้

การอาศัยเพียงกำลังเฉพาะตนของปัจเจกชนเอาตัวไม่รอด    จำเป็นต้องมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มสมาคมทั้งลับทั้งเปิดเผย  เป็นสำนัก  เป็นป้อมค่าย   พรรค เป็นกลุ่มตระกูลแซ่  ซึ่งผูกชะตาความอยู่รอดหรือล่มสลายด้วยกัน    ผ่านสภาวการณ์อย่างนี้เป็นพันๆปี  จึงหล่อหลอมเป็นนิสัยการรวมกลุ่มก้อนสมาคมของประชาชาติ

-   ชาวอเมริกัน   มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี  มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ  กล้าได้กล้าเสีย ก็เพราะประวัติศาสตร์ของอเมริกาเกิดขึ้นโดยผู้อพยพจากยุโรปมาบุกเบิกดินแดนใหม่ต้องมีการผจญภัย   บุกเบิกพรมแดนไปทางตะวันตก และเมื่อมาอยู่ในดินแดนใหม่   ข้าวของเครื่องใช้ก็ขาดแคลน การขนส่งลำเลียงจากยุโรปก็ลำบาก   ใครคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆได้สำเร็จ สังคมจะชื่นชมยกย่องมากเพราะมีส่วนช่วยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน   ทำให้เกิดเป็นค่านิยมการคิดค้นวิจัยสร้างนวัตกรรมของประชาชาติอเมริกา
   

3.  การอบรมหล่อหลอมผ่านระบบการศึกษาและสื่อต่างๆ
นิสัยไม่ได้สืบทอดกันโดยสายเลือด   เอาเด็กทารกญี่ปุ่นมาเลี้ยงจนเติบใหญ่ในสังคมไทยเขาก็จะมีนิสัยเหมือนคนไทย เอาเด็กไทยไปเลี้ยงในครอบครัวเยอรมันประเทศเยอรมัน   เขาก็จะมีนิสัยเหมือนคนเยอรมัน            

การอบรมหล่อหลอมจึงมีส่วนสำคัญต่อการสร้างนิสัยประชาชาติ  เป็นการสร้างนิสัยของประชาชาติอย่างเป็นผู้กระทำ (active) มีแผน  ดังจะเห็นได้ว่าในสังคมยุคใหม่ ประเทศที่มีผู้นำที่มีความสามารถ  มีระบบการเมืองที่มั่นคงต่อเนื่อง  แม้ประเทศในเขตร้อนก็สามารถหล่อหลอมสร้างนิสัยที่ดีแก่ประชาชาติ  จนประเทศเจริญก้าวหน้าได้  เช่น  สิงคโปร์
ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อลือชา   เรื่องความสามารถทาง packaging   พอไปดูการอบรมหล่อหลอมของเขา   พบว่าโรงเรียนญี่ปุ่นทั้งประเทศจะฝึกให้เด็กจัดของใส่กระเป๋าตั้งแต่ชั้นอนุบาล   กระเป๋านักเรียนจะมีช่องเล็กช่องน้อยเต็มไปหมด  สมุด  หนังสือ  ปากกา  ดินสอ   ของใช้แต่ละอย่างจะต้องใส่ช่องไหนอย่างไร  เด็กจะถูกฝึกให้คิดจัดระเบียบข้าวของตลอดเวลา    เขาไม่ใช้วิธีเอาข้าวของทุกอย่างยัดรวมไปในกระเป๋าที่มีช่องใหญ่ๆช่องเดียว  นี่คือการบ่มเพาะความสามารถด้าน packaging ของสินค้า

นิสัยของคนไทย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยของคนไทย

1.สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน  พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์  ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว  อาหารการกินหาง่าย  ประชากรเบาบาง (ดังจะเห็นว่าในอดีตเมื่อเกิดศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน  ผู้ชนะก็จะกวาดต้อนประชากรผู้แพ้กลับมาอยู่ในประเทศของตนเพราะต้องการเพิ่มประชากร  ในสมัยสุโขทัย  อยุธยา  ประชากรไทยมีเพียงประมาณ 1 ล้านคน)  ทำให้ผู้คนเป็นอยู่ง่าย  ไม่ต้องง้อใคร  ไม่พอใจอยู่ที่เดิม  จะอพยพโยกย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้  ชุมชนต่างๆ ก็ต้องการคน  มีที่รกร้างว่างเปล่า  มีป่าไม้ให้หักล้างถางพงทำการเพาะปลูกได้ทั่วประเทศ  ทำให้คนไทยมีนิสัยรักความเป็นอิสระไม่ค่อยแคร์ใคร

2.ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์

ไทยตั้งอยู่ในภาคพื้นทวีปมีเขตดินแดนติดกับชนชาติอื่นๆมาก  ในแผ่นดินไทยจึงมีชนชาติต่างๆ อพยพมาอยู่ร่วมกัน  แต่งงานกัน  มีการผสมกลมกลืนทางสายเลือด วัฒนธรรม มาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับคนเชื้อชาติต่างๆ  มีนิสัยเปิดกว้างมีอัธยาศัยไมตรีต่อคนต่างชาติ

3.คำสอนในพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมายาวนานนับพันปี คำสอนในพระพุทธศาสนาได้แทรกซึมไปในวิถีชีวิต ประกอบกันเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ ทำให้คนไทยมีนิสัยโอบอ้อมอารี  เห็นใครลำบากก็สงสารอยากช่วยเหลือ มีน้ำใจ ใครมาถึงเรือนชานก็ต้อนรับ  ตั้งโอ่งน้ำดื่มไว้หน้าบ้าน คนเดินทางผ่านมาใครก็ตักดื่มได้ ยิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์เบิกบาน ดังสมญานามที่ชาวตะวันตกมาเห็นคนไทยแล้วเรียกว่า “ยิ้มสยาม”
           

คนไทยมีนิสัยไม่ผูกโกรธพยาบาท  ให้อภัยกัน  ดังคำกล่าวติดปากว่า “ไม่เป็นไร”

จุดเด่นและจุดด้อยของนิสัยคนไทย
จุดเด่น

1.ความมีอัธยาศัยไมตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส  มีน้ำใจ เปิดกว้างต่อชาวต่างชาติทำให้คนไทยทำธุรกิจด้านบริการได้ดี  ทั้งด้านการท่องเที่ยว  โรงแรม  รวมตลอดถึงโรงพยาบาล  ก็มีชาวต่างชาติมาใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี

2.คนไทยมีความละเอียดประณีต  จากพื้นฐานการฝึกฝนตามคำสอนในพระพุทธศาสนา  ศิลปวัฒนธรรม  เช่น  โบสถ์วิหารศาลา  การจัดดอกไม้  การจัดภัตตาหารถวายพระ  ฯลฯ  ทุกอย่างที่ทำบูชาพระรัตนตรัยจะทำด้วยความละเอียดประณีตงดงาม  ทำให้คนไทยมีพื้นฐานใจที่ดีหากได้รับการนำที่ดี  จะเป็นนักทำงานที่มีศักยภาพ  ศึกษาเรียนรู้ได้เร็ว

จุดด้อย
คนไทยมีอีโก้สูง  ถือศักดิ์ศรี  คิดอะไรโดยถือตนเองเป็นที่ตั้ง (inside out) เพราะรากฐานในประวัติศาสตร์แต่ละคนพึ่งตนเองได้ไม่ต้องแคร์ใคร  ไม่พอใจก็ย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ได้

คนไทยชอบสบายๆ ตามใจตนเอง  ดังมีคำกล่าวว่า “ทำอะไรตามใจ คือไทยแท้” ตัดสินอะไรด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล  ถ้าชอบก็จะหาเหตุผลด้านบวกมาชื่นชม  ถ้าไม่ชอบก็จะหาเหตุผลด้านลบมาโจมตี  การตัดสินคน ทำตามอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าผลงานที่คนๆ นั้นได้ทำมา
เห็นคนลำบากจะสงสาร  อยากช่วยเหลือ แต่ถ้าเห็นใครประสบความสำเร็จมากๆ บางทีกลับหมั่นไส้  ซึ่งศัพท์หมั่นไส้ไม่มีในภาษาอังกฤษ  คือ เขาไม่ได้ผิดอะไร แต่หมั่นไส้  ไม่ชอบเพราะเด่นเกินไป ทำให้กระทบกระเทือนถึงอีโก้ของตนเอง   หลวงวิจิตรวาทการ จึงกล่าวเตือนใจไว้ว่า

“  อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ”
           

ดังนั้นจะเห็นว่า ในประเทศที่เจริญก้าวหน้า ตามท้องถิ่นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับชาติ มีอนุสาวรีย์เต็มไปหมด  ผู้คนในชุมชนนั้นๆ ใครที่เคยทำความดี ประสบความสำเร็จโดดเด่น เขาก็สร้างอนุสาวรีย์ให้  เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เอาเป็นแบบอย่าง แต่ในไทยอนุสาวรีย์ต่างๆ มีน้อยมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นสามัญชนทั่วไป เพราะกระทบอีโก้ของคน  แต่ละคนก็นึกว่าตัวเองแน่ ไม่อยากจะยอมรับว่าใครแน่กว่า
           

นิสัยนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอีกอย่างคือ แยกระหว่าง “สมถะ” กับ “อนาถา” ไม่ออก คนจำนวนไม่น้อยไปชื่นชมคนที่ทำตัวอนาถา ว่าสมถะดี
           

คนรับราชการมาจนเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง เกษียณแล้วมีเงินเก็บ 2-3 แสนบาท พอข่าวออกไป สื่อมวลชนก็ชื่นชมว่าสมถะมาก ทั้งที่ควรเป็นเรื่องน่าอนาถใจว่าทำไมบริหารการเงินไม่เป็นเลย
           

ใครใช้กะลาทานข้าวก็ชื่นชมว่าสมถะ ทั้งที่ความจริง ควรเป็นเรื่องน่าอนาถใจเพราะลำบากในการหาและดูแลรักษามากกว่าจานข้าวพลาสติกใบละ 3-4 บาทอีก
           

วัดที่ปล่อยโทรมๆ ก็ชื่นชมว่าสมถะ ทั้งที่จริงๆ เป็นเรื่องอนาถา ควรจะพัฒนาวัดให้สะอาดสะอ้าน มีเสนาสนะเป็นระบบระเบียบ สามารถรองรับประชาชนมาประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ให้มากที่สุด
           

คนไทยไม่น้อยจึงติดที่เปลือก ภาพลักษณ์หลอกๆ ที่สร้างกันขึ้น โดยใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวนำ  มากกว่าการประเมินคุณค่าสิ่งต่างๆ จากแก่นสาร  สารประโยชน์ที่แท้จริง
           

ผมมีส่วนช่วยสนับสนุนการสร้างวัด  ผมถือหลักว่า  ระหว่าง  2  วัด  คือ วัด A  ใช้งบสร้างวัด  10 ล้านบาท   สามารถรองรับคนมาปฏิบัติธรรมได้ 100 คน   ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 100,000 บาท กับวัด B  ใช้งบสร้างวัด 10,000 ล้านบาท  สามารถรองรับคนมาปฏิบัติธรรมได้ล้านคน  ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 10,000 บาท  วัด A  ที่ใช้งบสร้างวัด 10 ล้าน แพง   วัด B  ที่ใช้งบสร้างวัด 10,000 ล้าน ถูก
           

คนไทยในต่างประเทศ เวลาจัดงานสงกรานต์ ปีใหม่ มีคนมาร่วมงานเป็นพัน สังสรรค์รื่นเริง เสร็จแล้วต่างคนต่างกลับบ้านตน  ไม่มีไทยทาวน์  เพราะเราไม่อยากอยู่ใกล้กัน  เนื่องจากจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งนินทากันบ้าง  มีเรื่องปวดหัวเต็มไปหมด   เพราะแต่ละคนก็ถือความคิดตัวเป็นใหญ่  ไม่ใส่ใจผลกระทบต่อส่วนรวมเท่าที่ควร
           

กีฬาของไทยที่เก่งเป็นแชมป์โลกได้ ก็มักเป็นกีฬาประเภทเดี่ยว เช่น มวย กีฬาเป็นทีมกลับสู้เขายังไม่ค่อยได้ เพราะเราทำงานเป็นทีมไม่เก่ง

 

หนทางแก้ไข            

1.การอบรมปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาสำคัญมาก  เราควรมีวรรณกรรมประจำชาติที่เชิดชูคนเก่งคนดี  ตัวเอกเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต  เป็นผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม  วีรบุรุษต้นแบบในใจชาวไทยไม่ควรเป็นขุนแผน ที่เจ้าชู้มีภรรยามากมาย  ไม่ควรเป็นพระอภัยมณี  ที่มีอะไรเกิดขึ้นก็ร้องไห้ เป่าปี่ แต่ควรเป็นผู้ที่เป็นนักสู้ชีวิต ฉลาด อดทน เสียสละ ฝึกตนจนประสบความสำเร็จ

2.สื่อมวลชน  องค์กรต่างๆ และรัฐบาล ควรจะจัดให้มีการยกย่องชื่นชมคนเก่งคนดีให้มากๆ  โดยคัดเลือกคนดีจริงไม่ใช่ให้รางวัลแบบลูบหน้าปะจมูก  ทำให้รางวัลนั้นไม่มีคุณค่าความหมาย บุคคลใด  องค์กรใด ทำอะไรได้โดดเด่น สื่อต้องช่วยกันชื่นชมให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม  ต้องเน้นให้คนไทยใช้ศักยภาพไปในทางสร้างสรรค์  ไม่ใช้ในทางทำลาย  ไม่แสวงหาความเด่นของตนโดยเหยียบย่ำทำลายผู้อื่นให้ต่ำลง  แต่ต้องมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของตนให้สูงขี้น

หากมีการปรับแก้นิสัยคนไทย ในส่วนที่บกพร่องดังกล่าวให้ดีขึ้น  นิสัยดีๆ อีกมากมายของคนไทยจะเปล่งประกายเจิดจรัส  ทำให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว  และผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกยิ่งขึ้น
                        “ เศรษฐกิจดี   คู่กับ  จิตใจงาม ”  

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist