“นิสัย” คือ สิ่งที่เราคิด พูด ทำซ้ำ ๆ จนเกิดความคุ้นชิน ทำให้มีแนวโน้มอยากจะทำอย่างนั้นอีก  เรียกว่า “ติดเป็นนิสัย”
เอกลักษณ์คำสอนวัดพระธรรมกายที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เน้นการนำไปปฏิบัติให้ได้ผลจริง ทางวัดมีแนวคิดว่า การเรียนรู้ธรรมะต้องคู่กับการลงมือปฏิบัติ จนคุ้นชินติดเป็นนิสัยจึงจะเกิดผลดีได้จริง 

ยกตัวอย่าง การฝึกอบรมสามเณร ที่ทางวัดจะสอนตั้งแต่วิธีการสรงน้ำ การซัก ตาก พับ เก็บสบงจีวร การนุ่งห่มจีวรให้เรียบร้อย การตัดเล็บ การกวาดถูกุฏิ การจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ การกางกลดและเก็บกลด การพับผ้าห่ม การใช้ข้าวของอย่างทะนุถนอม การแสดงความเคารพ และการพูดจากับพระภิกษุ การให้เกียรติสามเณรรุ่นพี่ การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างตรงเวลาตั้งแต่ตื่นนอน สวดมนต์ นั่งสมาธิ บิณฑบาต ฉันภัตตาหาร เรียนหนังสือ และรับบุญต่าง ๆ มีชีวิตที่เป็นระบบระเบียบ

เมื่อมาอยู่วัดเพียงไม่นานสามเณรจะรู้สึกได้ด้วยตนเองว่า ตนนั้นดีขึ้นมากจนตนเองยังเคารพตนเองได้ อุดมการณ์ในการบวชจึงค่อย ๆ เพิ่มพูนมากขึ้น ลำพังการมานั่งเทศน์สอนสามเณรว่า การบวชดีอย่างไร  ได้ผลน้อย ต้องฝึกปฏิบัติในสิ่งดี ๆ จนติดเป็นนิสัย การอบรมจึงจะได้ผล

การฝึกฝนตนเองเหล่านี้ ทำให้สามเณรวัดพระธรรมกายมีความรักในผ้าเหลือง รักวัด สามเณรที่สอบบาลีได้ประโยคสูง ๆ จนได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค แม้เป็นนาคหลวงอุปสมบทในพระบรมราชูปถัมภ์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็จะไม่มีอภิสิทธิ์แต่อย่างใด คงยังต้องจำวัดในกลด อยู่ในกุฏิหลังคาจากเช่นเดียวกับสามเณรรูปอื่น ๆ

บางแห่งมีการเชิญชวนสามเณรที่สอบได้เปรียญประโยคสูงจากวัดอื่นให้มาอยู่วัดตน มีกุฏิส่วนตัวให้อยู่ มีปัจจัยถวายรายเดือน เพราะหวังผลที่สามเณรสอบบาลีได้ จะได้เป็นชื่อเสียงผลงานของวัด แต่ที่วัดพระธรรมกาย สามเณรเปรียญธรรมทุกรูป ทางวัดเป็นผู้ฝึกสอนเองตั้งแต่เริ่มบวช

แม้จะมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีปัจจัยถวายรายเดือน สามเณรเปรียญธรรมสูง ๆ ก็ไม่มีใครย้ายวัดไปอยู่ที่อื่นเพราะรักวัด รักพระพุทธศาสนา
แนวทางการฝึกนิสัยนี้ ทางวัดใช้ในการอบรมญาติโยมด้วยเช่นเดียวกัน และเป็นแนวทางที่ทุกคนสามารถใช้ในการฝึกอบรมลูกหลานตนให้เป็นคนดีได้โดยไม่ยาก

สรุป

นิสัยที่ทุกคนควรฝึกให้มีขึ้นในตน ยึดถือ “หลักความดีสากล” ของคนทุกชาติ ทุกศาสนา คือ

  1. สะอาด รักษาความสะอาดร่างกาย ข้าวของเครื่องใช้ ห้องนอน ห้องน้ำ รวมถึงทุกห้อง และบริเวณที่อยู่อาศัยของตน โรงเรียน หรือที่ทำงาน
  2. เป็นระเบียบ จัดวางข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูสบายตาพาสบายใจ
  3. สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตนในการปฏิบัติตัวต่อบุคคลอื่น และสุภาพนิ่มนวลต่อการใช้งานข้าวของอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่กระแทกปึงปัง 
  4. ตรงต่อเวลา มีวินัยเรื่องเวลา แบ่งเวลาเป็น ควบคุมการใช้เวลาได้ ไม่ตามใจตนเอง
  5. รักการนั่งสมาธิ รักษาใจให้สงบ สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอ

สถานที่ฝึกนิสัยดีเหล่านี้ คือ

    1. ห้องนอน
    2. ห้องน้ำ
    3. ห้องแต่งตัว
    4. ห้องครัว ห้องอาหาร/โรงอาหาร
    5. ห้องทำงาน/ห้องเรียน ห้องพักผ่อน

สถานที่ฝึกนิสัยจะเป็นมุม เป็นห้องซึ่งอยู่ที่บ้านของพวกเราทุกคน เรียกว่า ๕ ห้องชีวิตเนรมิตนิสัย เพราะชีวิตเราในแต่ละวันจะวนเวียนอยู่ในห้อง/มุมทั้ง ๕ นี้
เมื่อเราจัดกระทำต่อสิ่งต่าง ๆ ใน ๕ ห้องนี้ อย่างสะอาด เป็นระเบียบ สุภาพ ตรงเวลา เช่น ตื่นนอนก็พับผ้าห่ม เก็บที่นอนเรียบร้อย ดูแลห้องนอนให้สะอาด เข้าห้องน้ำตรงเวลา แต่งตัวสุภาพ กิริยาอาการสุภาพ ทานอาหาร แล้วเก็บล้างถ้วยชามให้เรียบร้อย นิสัยนี้จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต

“นิสัยดีจะเป็นพื้นฐานความสุขความสำเร็จของชีวิต สำคัญกว่าความรู้เสียอีก
หลักการฝึกคน ได้มาจาก แนวทางของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงให้ภิกษุผู้บวชใหม่จะต้องอยู่ถือนิสัยกับพระอุปัชฌาย์อาจารย์ถึง ๕ ปี เมื่อมีนิสัยดีแล้วจะสอนธรรมะอื่น ๆ ประการใด ใจจะพร้อมน้อมรับธรรมะ จะเป็นประโยชน์ต่อเขาได้เต็มที่

หลักการฝึกนิสัย นี้เองจึงเป็น เคล็ดลับแห่งความสำเร็จ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของวัดพระธรรมกาย เพราะเมื่อญาติโยมมาวัดแล้วได้ประโยชน์ ชีวิตเขาดีขึ้น เขาก็รักวัด ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น และไปชวนคนอื่น ๆ มาวัดเพิ่มขึ้น

ยิ่งพ่อแม่พาลูกเข้าวัดด้วยกันทุกวันอาทิตย์ นอกจากครอบครัวจะอบอุ่นแล้ว ลูกยังมี EQ และ MQ ดี มีนิสัยดี มีสมาธิทำให้เรียนดีขึ้น เลิกก้มหน้าเล่น Line เล่น Facebook หรือ Chat กันทั้งวัน โดยไม่สนใจโลกภายนอกอีกต่อไป พ่อแม่ต่างชื่นใจเร่งประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก ทำให้เป็นครอบครัวชาวพุทธที่สมบูรณ์

สิ่งที่วัดพระธรรมกายทำเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า หากเราตั้งใจสอนญาติโยมตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้แล้วจะได้ผล เมื่อญาติโยมได้ประโยชน์เต็มที่คนจะมาวัดมาก วัดจะเจริญโดยไม่ต้องใช้สิ่งที่ไม่สมควรอย่างมหรสพ การดูหมอ หรือใบ้หวยมาดึงคนเข้าวัดเลย