หลักฐาน คือ พระวินัยปิฎก ๘ เล่ม เนื้อหาหลายพันหน้าที่พระองค์ทรงวางกฎระเบียบในการประพฤติตนของพระภิกษุ และการอยู่ร่วมกันของหมู่สงฆ์ ทำให้คณะสงฆ์ดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน

เปิดกว้างการบวชแก่คนทุกชั้นวรรณะ

ในครั้งพุทธกาล ชาวอินเดียถือชั้นวรรณะมาก การแต่งงานข้ามวรรณะเป็นเรื่องห้ามขาด แม้เพียงไปเห็นคนจัณฑาลก็ถือเป็นเสนียดต้องเอาน้ำล้างตา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้คนทุกชั้นวรรณะ รวมทั้งจัณฑาลบวชได้เสมอกัน
การอนุญาตให้คนวรรณะต่ำรวมถึงจัณฑาลซึ่งขาดการศึกษาบวชได้ แล้วให้มีศีลาจารวัตรงดงาม   เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของสาธุชน แม้พระราชาพบเห็นก็ต้องเคารพกราบไหว้ได้นั้น หมายถึงพระพุทธองค์จะต้องวางระบบการฝึกอบรมพระภิกษุใหม่ไว้อย่างรัดกุม
พระภิกษุใหม่จะต้องถือนิสัยฝึกอบรมอยู่กับอุปัชฌาย์อาจารย์อย่างน้อย ๕ พรรษา ทรงวางวัตรปฏิบัติหน้าที่ของศิษย์ต่ออาจารย์ อาจารย์ต่อศิษย์ไว้อย่างละเอียด

ปรับระบบการบริหารจัดการคณะสงฆ์ตามสภาพคณะสงฆ์ที่เติบใหญ่ขึ้น

ระบบการรับสมาชิกใหม่ คือ การบวช ทรงปรับวิธีการบวชเป็นระยะตามสภาพของคณะสงฆ์ที่เปลี่ยนไป 

ระยะแรก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้เอง เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

ระยะสอง คณะสงฆ์เผยแผ่ไปในที่ต่าง ๆ มีผู้ศรัทธาขอบวชมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยาก เพราะพระองค์จาริกไปในที่ต่าง ๆ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์เพียงรูปเดียวให้การบวชพระได้ เพราะพระยุคแรก ๆ ส่วนใหญ่เป็นพระอรหันต์ ความสามารถในการวินิจฉัยใช้ได้

ระยะสาม คณะสงฆ์เป็นปึกแผ่นมากขึ้น และมีพระภิกษุที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์มากขึ้น จึงทรงปรับวิธีการบวชให้กระทำโดยสงฆ์อย่างน้อย ๑๐ รูปขึ้นไป และมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

 
วางระบบการบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ อย่างรัดกุม

ทรงวางระเบียบการบริหารปัจจัย ๔ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย การรับ การเก็บ การฉันภัตตาหาร การจัดหาและการรักษาจีวร ยารักษาโรค ระเบียบการประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือนเพื่อทบทวนวินัย (ลงปาฏิโมกข์) ระเบียบการรับพระอาคันตุกะ การอยู่จำพรรษา การปวารณา ทรงกำหนดวิธีแก้ปัญหาเมื่อพระภิกษุเกิดการทะเลาะวิวาทขัดแย้งกัน
ทรงแต่งตั้งอัครสาวกซ้ายขวา และพระอรหันต์ที่มีความโดดเด่นในด้านต่าง ๆ รวม ๘๐ รูป ให้เป็นแบบอย่าง และเป็นผู้ช่วยในการดูแลบริหารจัดการคณะสงฆ์
ทรงบัญญัติวินัยสงฆ์ ๒๒๗ สิกขาบท ซึ่งแต่ละสิกขาบทมีการบอกถึงเหตุที่เป็นต้นบัญญัติตัวสิกขาบท อธิบายความหมายของศัพท์แต่ละคำในสิกขาบท เพื่อความเข้าใจตรงกัน และเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้วสงฆ์ไม่แน่ใจว่าผิดหรือไม่ พระองค์ก็ทรงวินิจฉัยไว้เป็นมาตรฐานในการตัดสินครั้งต่อไป เหมือนตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาในปัจจุบัน
ทรงวางระเบียบการปฏิบัติของคณะสงฆ์อย่างรัดกุม ทรงสอนแม้กระทั่งมารยาทในการนุ่งห่มสบงจีวร มารยาทในการเดินทางเข้าที่ชุมชน มารยาทในการขบฉันภัตตาหาร เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ ล้วนแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในการบริหารจัดการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้หมู่สงฆ์สาวกเป็นผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้อยู่รวมกันนับพันรูปก็สามารถสำรวม สงบนิ่งเหมือนห้วงน้ำใส จนพระเจ้าอชาตศัตรูยังทึ่ง ปรารถนาจะให้พระราชโอรสของพระองค์มีความสงบงามเหมือนอย่างภิกษุสงฆ์

การจัดงานให้เป็นระบบเรียบร้อย คือ การประกาศคุณพระศาสดา

เราชาวพุทธจึงควรระลึกถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วตั้งใจฝึกตนเองตามแบบอย่างพระองค์ จะจัดงานหรือทำกิจกรรมใดที่เนื่องด้วยพระรัตนตรัย ก็ขอให้มีการวางแผนบริหารจัดการให้ดีที่สุด ให้เป็นระเบียบงดงาม มีประสิทธิภาพ ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ถือเป็นการประกาศคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า