โมเดลไต้หวัน

 

ในยุคนั้น การเป็นชาวพุทธถือเป็นเรื่องน่าอาย ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ ถ้าเป็นข้าราชการตำแหน่งจะไม่ก้าวหน้า แต่ปัจจุบันประชากรไต้หวันเป็นชาวพุทธถึงร้อยละ ๘๐ การเป็นชาวพุทธกลับเป็นเรื่องมีเกียรติ
แม้ระดับผู้นำประเทศอย่าง อดีตประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยน เมื่อมีข้อครหาเรื่องทุจริตก็ยังต้องพยายามฟื้นคะแนนนิยม ด้วยการเข้าวัดไปกราบพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงของประเทศ พาทั้งนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สื่อสารมวลชนทุกแขนงไปด้วยมากมาย เพื่อถ่ายทอดข่าวให้ประชาชนเห็นว่า มากราบพระผู้ใหญ่เพื่อขอโทษในความผิด แล้วประชาชนจะได้ให้อภัย น่าทึ่งว่า ไต้หวันทำได้อย่างไร

4 วัดใหญ่ในไต้หวัน

ในไต้หวันมีวัดใหญ่อยู่ ๔ วัด เมื่อเอ่ยชื่อแล้วคนรู้จักกันทั้งไต้หวัน คือ

  1. วัดฝอกวงซาน เด่นเรื่องการเผยแผ่ มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า ๓๐๐ แห่ง
  2. วัดฝากู่ซาน เด่นเรื่องการศึกษา มีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณภาพมากที่สุด
  3. วัดจงถายฉานซื่อ เด่นเรื่องการทำสมาธิ มีนักศึกษาและประชาชนมาปฏิบัติธรรมมากมาย
  4. วัดฉือจี้ เด่นเรื่องการสังคมสงเคราะห์ มีอาสาสมัครช่วยงานสังคมสงเคราะห์หลายสิบล้านคนทั่วโลก

วัดใหญ่ทั้ง ๔ แห่งนี้ มีความโดดเด่นกันคนละด้าน แต่ละวัดต่างไม่โจมตีกัน แม้จะมีทัศนะในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน แต่เขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์กล่าวร้ายต่อวัดอื่นเลย แต่ละวัดตั้งใจทำงานตามที่ตนถนัด และเห็นว่าเป็นประโยชน์
ธรรมชาติของมนุษย์มีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบวัดไหนก็ไปวัดนั้น ผลลัพธ์ คือ ประชาชนเห็นว่า พระพุทธศาสนามีผลงานมากมายหลากหลายด้าน ภาพลักษณ์ชาวพุทธดีคนจึงเข้าวัดมากขึ้นเรื่อย ๆ จากร้อยละ ๑ ในอดีต กลายเป็นร้อยละ ๘๐ ในปัจจุบัน 
แต่ละวัดไม่ว่าวัดใหญ่วัดเล็กทั่วประเทศ ล้วนมีคนเข้าวัดมากขึ้น ทั้งยังมีวัดใหม่ ๆ ที่โดดเด่นด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พุทธในไต้หวันเจริญเพราะทำตามพุทธโอวาทที่ว่า สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความสามัคคีของหมู่สงฆ์ทำให้เกิดสุข”
ลองสมมติในทางกลับกันว่า ถ้าลูกศิษย์วัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ เอาแต่โจมตีวัดอื่นว่าไม่ดี มีเพียงแต่วัดของตนนั้นดีที่สุด ป่านนี้พระพุทธศาสนาคงสูญจากไต้หวันไปนานแล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่แม้จะคิดแตกต่างกัน เราก็ควรอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข แล้วช่วยกันสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่พระพุทธศาสนา แล้วนำศีลธรรมและความสงบร่มเย็นมาสู่สังคมไทย

ลองเปรียบเทียบทางโลกดู

ขนาดรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ เขียนด้วยภาษากฎหมาย พยายามใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนรัดกุมที่สุด แต่คนยังเข้าใจไม่ตรงกันเลย แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบโดยตรง การวินิจฉัยคดีแต่ละคดีมติก็มักจะออกมาเป็น ๖ : ๓ บ้าง ๗ : ๒ บ้าง หรือ ๕ : ๔ บ้าง น้อยมากที่จะออกมาเป็นเอกฉันท์ คือ ๙ : ๐

ถ้าตุลาการเสียงข้างมากออกมาโจมตีตุลาการเสียงข้างน้อยว่า ตีความรัฐธรรมนูญผิด ทำรัฐธรรมนูญให้วิปริต ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องกำจัดให้หมดไป ต่างฝ่ายต่างปลุกระดมโจมตีกัน บ้านเมืองก็คงแตกแยกวุ่นวาย การกระทำนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของประเทศเลย มีแต่นำความเสื่อมความวุ่นวายแตกแยกมาสู่ชาติบ้านเมือง
มีนักปรัชญากล่าวไว้ว่า ข้อความเดียวกัน เมื่อตีความตามความคิด จะไม่มีใครเลยที่ตีความเข้าใจเหมือนกันหมด จะต้องมีบางแง่มุมในรายละเอียดที่เข้าใจต่างกัน คนร้อยคนก็มีความเข้าใจร้อยแบบ 

คนเราจะเข้าใจตรงกันได้ต่อเมื่อก้าวข้ามพ้นความเข้าใจด้วยความคิด หรืออารมณ์ความรู้สึกของตนขึ้นไปสู่ระดับความรู้แจ้งด้วย “ภาวนามยปัญญา” เหมือนดังพระอรหันต์ทั้งหลายที่ผ่านสภาวะนั้น และเข้าใจธรรมะได้ตรงกัน

ดังนั้น ขอให้รักษาคำสอนในพระไตรปิฎกไว้ให้ดีที่สุด เป็นแม่บทที่รวมของพระธรรมวินัย แม้ในเบื้องต้นอาจมีความเห็นในบางแง่มุมต่างกันบ้าง ก็อย่าทะเลาะวิวาทโจมตีกัน แต่ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมไปให้เต็มที่ เมื่อบรรลุธรรมเข้าถึงด้วยตนเองแล้วเราจะเข้าใจตรงกัน 
บำเพ็ญประโยชน์ตนด้วยการตั้งใจปฏิบัติธรรม บำเพ็ญประโยชน์ท่านด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเต็มที่ เมื่อบำเพ็ญประโยชน์ทั้งสองด้วยความไม่ประมาท ตัวเราก็ย่อมมีความสุขความเจริญ พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง สังคมก็สงบร่มเย็น

 

 

 

เราคิดอะไร ?

ความจริงในสิ่งที่เป็น มากกว่าสิ่งที่คุณเคยรู้ เป็น อยู่ คือ วัดพระธรรมกาย เรื่องราวมากมายอีกหลายแง่มุม เปิดรอคุณเข้ามาสัมผัส สร้างความเข้าใจในมุมมองใหม่ ที่อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

dbuddhist